วิทยาศาสตร์ฮาลาล: สีของนมกับการตัดสินฮาลาลหะรอม

หลายคนสงสัยว่า เหตุใดนมวัวหรือนมสัตว์มักมีสีขาว ก่อนให้คำตอบควรรู้ก่อนว่า สีแต่ละสีที่ตามนุษย์มองเห็นนั้นเกิดจากความยาวคลื่นของแสงที่สะท้อนออกมา จากวัตถุ เมื่อแสงซึ่งประกอบไปด้วยความยาวคลื่นที่แตกต่างกันมากมายตกไปที่วัตถุ หากวัตถุดูดกลืนความยาวคลื่นต่างๆ ไว้โดยปล่อยให้ความยาวคลื่น 495-570 นาโนเมตรให้สะท้อนออกมา ตาของมนุษย์จะเห็นวัตถุนั้นเป็นสีเขียว การเห็นสีอื่นขึ้นกับช่วงของความยาวคลื่นที่สะท้อนออกมาเช่นเดียวกัน

หากไม่สะท้อนคลื่นใดออกมาเลย ดวงตาจะเห็นวัตถุนั้นเป็นสีดำ หากสะท้อนออกมาทุกความยาวคลื่นตามนุษย์จะเห็นเป็นสีขาว กรณีของนม ความยาวคลื่นที่สะท้อนออกมาเป็นทุกความยาวคลื่น มนุษย์จึงเห็นนมเป็นสีขาว คำถามต่อมาคือวัตถุใดในนมที่สะท้อนทุกความยาวคลื่นออกมา

นมประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำและสารเคมีอื่นๆมากมาย โมเลกุลจำนวนไม่น้อยมีขนาดใหญ่ อย่างเช่น โมเลกุลโปรตีนและโมเลกุลไขมันที่รวมกับโมเลกุลอื่นเกิดเป็นพาร์ติเคิลขนาด ใหญ่เรียกว่าอิมัลชัน โดยปกติโมเลกุลของน้ำและไขมันรวมกันไม่ได้ จำเป็นต้องมีโมเลกุลพิเศษบางชนิดเข้าไปจับกับโมเลกุลของไขมันให้เชื่อมเข้า กับน้ำ โมเลกุลพิเศษนี้เรียกว่า “อิมัลซิฟายเออร์” ทำให้น้ำกับน้ำมันแขวนลอยในกันและกัน การเกิดเป็นเม็ดแขวนลอยนี้เองที่เรียกว่าอิมัลชัน มีโมเลกุลหลายชนิดที่ทำหน้าที่อิมัลซิฟายเออร์ อย่างเช่น ฟอสโฟลิปิดส์ และเกลือของกรดไขมัน

ในนมมีน้ำมันเป็นองค์ประกอบอยู่ไม่น้อย น้ำมันเหล่านั้นรวมกับอิมัลซิฟายเออร์ในนมก่อนจะแขวนลอยในน้ำเกิดเป็น อิมัลชันที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น สะท้อนทุกความยาวคลื่นของแสงที่ตกกระทบออกมาให้ตาเห็น นมจึงเป็นสีขาว โมเลกุลอีกกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดใหญ่สามารถสะท้อนทุกความยาวคลื่นออกมาได้คือ เคซีนซึ่งเป็นโปรตีนในนม นมมีสีขาวจึงเป็นผลมาจากเคซีนและอิมัลชันไขมันในนม

บัญญัติในศาสนาอิสลามกำหนดให้นมสัตว์ที่หะรอมหรือสัตว์ต้องห้ามมีสถานะหะ รอมด้วย นมสัตว์หะรอมจึงเป็นนญิสหรือสิ่งสกปรก หากสกัดสารอิมัลซิฟายเออร์ออกมาจากนมสัตว์หะรอม อิมัลซิฟายเออร์ที่สกัดได้ไม่ว่าจะเป็นสารฟอสโฟลิปิดส์หรือเป็นเกลือของกรด ไขมันที่มีโครงสร้างทางเคมีไม่ต่างจากอิมัลซิฟายเออร์ที่สกัดได้จากนมสัตว์ ฮาลาล ย่อมถือว่ามีสภาพเป็นนญิสหรือสิ่งหะรอมเช่นกัน ในการวินิจฉัยสภาพฮาลาลหรือหะรอมจึงต้องคำนึงถึงแหล่งกำเนิด จะใช้วิธีพิจารณาจากโครงสร้างทางเคมีไม่ได้

งานวินิจฉัยฮาลาล หะรอมในประเทศไทยใช้แนวทางที่เรียกว่า “ศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับ” โดยนักวิทยาศาสตร์ช่วยตรวจสอบทางเอกสารหรือทางห้องปฏิบัติการหรือด้วยวิธี อื่นทำเป็นข้อสรุปออกมาว่าสารนั้นมีต้นกำเนิดจากอะไร นักวิชาการศาสนาอิสลามเป็นผู้ให้ข้อสรุปว่ามีสภาพฮาลาลหรือหะรอม การตัดสินจึงอยู่ที่นักวิชาการศาสนาอิสลามเป็นสำคัญ นักวิทยาศาสตร์ทำหน้าที่เป็นพยาน

ในทางมาตรฐานเมื่อการตัดสินฮาลาลหะรอมเป็นเรื่องทางศาสนาอิสลาม ผู้ตัดสินจึงต้องเป็นมุสลิมสังกัดองค์กรอิสลาม ส่วนพยานต้องเป็นมุสลิมไปด้วยพร้อมๆกัน

แหล่งที่มา : สำนักข่าวมุสลิมไทยโพสต์ม,Dr.Winai Dahlan
ภาพ: http://www.medicalnewstoday.com/articles/296564.php