สถาบันอาหาร เป็นองค์กรเครือข่ายภายใต้สังกัดของกระทรวงอุตสาหกรรม มีหน้าที่ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมอาหารของประเทศให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้อย่างยั่งยืน ซึ่งอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลก็เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่เรามองเห็นศักยภาพและอยู่ในขอบข่ายที่ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อให้อุตสาหกรรมดังกล่าวสามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติและนำพาความมั่งคั่งยั่งยืนมาสู่ประเทศ 
 
แนวทางการดำเนินของสถาบันอาหาร เราไม่ได้เน้นดำเนินงานตามภารกิจแต่เพียงลำพัง แต่เราจะเน้นการบูรณาการในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ รวมทั้งสถาบันการศึกษา ซึ่งในช่วง 5 ปีข้างหน้าต่อจากนี้ไป หน่วยงานส่วนใหญ่มีภารกิจในบูรณาการเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) โดยมีวิสัยทัศน์ “สรรค์สร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการฮาลาลไทยให้มีมาตรฐานชั้นนำในตลาดฮาลาลโลก ภายใต้หลักการศาสนารับรอง วิทยาศาสตร์รองรับ” 
 
เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ สถาบันอาหารเองจะยึดวิสัยทัศน์และการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ซึ่งสถาบันอาหารคาดว่าจะได้รับโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลภายใต้ยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) ร่วมกับหน่วยงานหลักทั้ง 10 หน่วยงาน อาทิ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงสาธารณสุข และศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) 
 
บทบาทและการดำเนินงานของสถาบันอาหารภายใต้ยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะครอบคลุมใน 3 ประเด็นยุทธศาสตร์ จากทั้งหมด 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ ซึ่งเราพร้อมที่จะเข้าไปเป็นหน่วยงานร่วมในการส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาล ดังนี้
 
ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสริมสร้างศักยภาพและการพัฒนามาตรฐานและการตรวจรับรองฮาลาล
โครงการจัดทำมาตรฐานฮาลาลรายสาขา
โครงการเตรียมความพร้อมสถานประกอบการเพื่อการขอรับรองฮาลาล
โครงการพัฒนาบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญด้านมาตรฐานฮาลาล
โครงการจัดตั้งเครือข่ายห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ฮาลาลเพื่อผลักดันฮาลาลไทยสู่ความเป็นหนึ่ง
 
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างการผลิตสินค้าและบริการฮาลาล
โครงการพัฒนาศักยภาพธุรกิจ SMEs ผลิตสินค้าและบริการในพื้นที่ท่องเที่ยว
โครงการส่งเสริมวิสาหกิจรายย่อย (SMEs) ให้เข้าไปใช้พื้นที่นิคมอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs
 
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การพัฒนาศักยภาพการตลาดฮาลาลสู่สากล
กิจกรรมงานแสดงสินค้าในตลาดเป้าหมาย เช่น งาน Gulfood, Thailand Halal Pavilion
 
อนึ่ง สถาบันอาหารมีกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ที่ดำเนินงานโดยสถาบันอาหาร รวมทั้งดำเนินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในช่วงที่ผ่านมาหลายกิจกรรม อาทิ
 
กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพการผลิตสินค้าอาหารด้วยการยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าอาหารฮาลาลให้สอดคล้องตามหลักการศาสนาและมีมาตรฐานความปลอดภัย
- การอบรมบุคลากรในภาคธุรกิจเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการผลิตและการส่งออกอาหารตามหลักฮาลาล
- การอบรมแนวทางการตรวจรับรองฮาลาลสำหรับผู้ตรวจรับรอง (Train the Trainer)
- การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าอาหารฮาลาลและการพัฒนาสินค้าอาหารฮาลาลให้สอดคล้องกับมาตรฐานฮาลาล
กิจกรรมส่งเสริมการตลาดสินค้าอาหารฮาลาล 
- การจัดกิจกรรมเข้าร่วมงานแสดงสินค้าฮาลาลในต่างประเทศ 
- กิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)
กิจกรรมพัฒนาฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย (http://www.thaihalalfoods.com) เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลเชิงลึกด้านอาหารฮาลาลให้บริการแก่ภาคธุรกิจและผู้ที่สนใจ อาทิ ข้อมูลสถิติการค้า รายงาน บทวิเคราะห์ งานวิจัยตลาด ตอบสนองความต้องการในระดับปฏิบัติการและระดับบริหาร รวมทั้งเสริมสร้างความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อให้เกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้านอุตสาหกรรมของประเทศในอนาคต
 
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.thaihalalfoods.com (ฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย)
อาหารฮาลาล (Halal Food)1  หมายถึง อาหารหรือผลิตภัณฑ์อาหารซึ่งอนุมัติตามบัญญัติศาสนาอิสลามให้มุสลิมบริโภคหรือใช้ประโยชน์ได้ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่กระบวนการตลอด สายโซ่การผลิตถูกต้องตามบัญญัติศาสนาอิสลาม ปราศจากสิ่งต้องห้ามตามบัญญัติศาสนา โดยเฉพาะวัตถุดิบ ส่วนประกอบ สารปรุงแต่ง สารพิษ สิ่งปนเปื้อนต่างๆ เป็นต้น
 
ดังนั้นอาหารที่ผลิตในประเทศไทยส่วนใหญ่สามารถผลิตออกมาเป็นอาหารฮาลาลได้ เพียงแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบและ ส่วนประกอบต่าง ๆ ต้องถูกต้องตามหลักศาสนา ไม่ปนเปื้อนหรือมีส่วนผสมของสิ่งต้องห้าม ผ่านกระบวนการผลิตตามศาสนาบัญญัติ รวมถึงได้มาตรฐานตามสุขลักษณะส่วนบุคคล
 
ส่วนในด้านการตลาดนั้น พบว่าชาวมุสลิมในประเทศไทยก็มีวิถีการรับประทานคล้ายคลึงกับอาหารที่ชาวพุทธรับประทาน แต่อาจจะมีส่วนผสมของเครื่องเทศ (Spices)2  เป็นหลัก โดยเมนูอาหารไทยที่ชาวมุสลิมในประเทศ3 นิยมรับประทาน อาทิ “กับข้าว” แกงมัสมั่นเนื้อ/ไก่ แกงเขียวหวาน แกงผักรวม “ของว่าง/ทานเล่น” เนื้อ/ไก่สะเต๊ะ “เครื่องดื่มและเบเกอรี่” ชา/กาแฟร้อน ขนมปังน้ำพริกเผา ดังนั้น หากนำเมนูอาหารไทยมาผ่านกระบวนการผลิตตามหลักศาสนา ผสานเข้ากับความหลากหลายของวัตถุดิบ เนื้อสัตว์ เครื่องเทศพื้นบ้าน ก็สามารถเป็นอาหารฮาลาลได้ทั้งสิ้น จึงอาจกล่าวได้ว่าโอกาสที่เมนูอาหารไทยจะก้าวเข้าไปสู่ตลาดอาหารฮาลาลได้ไม่ยากนัก เพียงแต่ต้องศึกษาเรียนรู้บทบัญญัติของศาสนา วัฒนธรรม และพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามแนววิถีมุสลิม และนำมาพัฒนาปรับปรุงให้ถูกต้อง และตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
 
ในตลาดโลกก็เช่นกัน แม้ไทยจะมิใช่ประเทศมุสลิม แต่ก็มิใช่อุปสรรคและข้อจำกัดในการพัฒนาไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดอาหารฮาลาลโลก เพราะประเทศผู้ครองตลาดอาหารฮาลาลโลกในปัจจุบัน ได้แก่ อินเดีย
สัตว์และอาหารต้องห้ามสำหรับชาวมุสลิม
1คุณสมบัติอาหารฮาลาลตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม

(1) ต้องไม่ประกอบด้วย หรือไม่บรรจุสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติศาสนาอิสลาม
(2) ต้องไม่ถูกเตรียม แปรรูป ขนส่ง หรือเก็บรักษาโดยใช้เครื่องมือ/อุปกรณ์ประกอบอาหาร อาทิ กระทะ หม้อ ตะหลิว ที่ไม่ได้ปลอดจากสิ่งผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม รวมถึงมีการแบ่งแยกพื้นที่ในกระบวนการดังกล่าวอย่างชัดเจน
(3) ต้องไม่อยู่ในขั้นตอน   การเตรียม การแปรรูป การขนส่ง หรือเก็บรักษา โดยสัมผัสโดยตรงกับอาหารที่ไม่ถูกเกณฑ์ตามข้อ (1) (2)

2เครื่องเทศแบ่งเป็น “เครื่องเทศแห้ง” อาทิ เมล็ดยี่หร่า ลูกกระวานเทศ เมล็ดผักชี ลูกจันทน์เทศ ดอกจันทร์เทศ กานพลู อบเชย และ “เครื่องเทศสด เครื่องเทศพื้นบ้านไทย” อาทิ พริกแห้ง พริกไทย ข่า ตะไคร้
3ชาวมุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายมลายู
 
บราซิล สหรัฐฯ รัสเซีย จีน รวมถึงออสเตรเลีย ล้วนแล้วแต่มิใช่ประเทศมุสลิม หากพิจารณาในศักยภาพด้านวัตถุดิบการเกษตร ความพร้อมของผู้ประกอบการไทย การมีองค์กรศาสนาที่เข้มแข็งและมีเอกภาพทำหน้าที่ในการให้การรับรองฮาลาล รวมทั้งแรงสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ เป็นปัจจัยที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเราสามารถยกระดับสินค้าอาหารฮาลาลไปสู่การเป็นผู้นำในระดับโลกได้ ซึ่งศักยภาพและความเข้มแข็งของประเทศไทยในการขยายตลาดอาหารฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่
 
1) มีการสร้างความเข้มแข็งด้านวัตถุดิบ ประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้านวัตถุดิบและส่วนประกอบอาหารที่มีความหลากหลาย รวมทั้งมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าอาหารฮาลาลได้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม เห็นได้จากประเทศมุสลิมหลายประเทศนำเข้าวัตถุดิบจากไทยเพื่อนำไปแปรรูปทั้งบริโภคเองและส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม ตัวอย่างประเทศที่นำเข้าวัตถุดิบจากไทย ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยมีสินค้าที่นำเข้า เช่น แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไก่สด เป็นต้น
 
2) มีการพัฒนาระบบการผลิตและสินค้าไปสู่มาตรฐานฮาลาล ปัจจุบันอาหารที่ผลิตในประเทศไทยได้ผ่านการรับการรับรองมาตรฐานเทียบเท่าสากล (Codex) ดังนั้น การพัฒนากระบวนการผลิตอาหารฮาลาลจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะโดยปกติแล้วมาตรฐานในการผลิตอาหารฮาลาลไม่แตกต่างจากมาตรฐานอาหารทั่วไป เพียงแต่ต้องเพิ่มเติมรายละเอียดในส่วนของเทคนิคและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา ทั้งนี้ ปัจจุบันกระบวนการผลิตและส่วนประกอบอาหารมีความซับซ้อนขึ้น ทั้งเครื่องปรุงรสและสารเติมแต่งกลิ่นรสอาหาร กระบวนการทางศาสนาอย่างเดียวไม่อาจสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคได้ จำเป็นต้องนำองค์ความรู้และเทคนิคด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลมาสนับสนุน
 
3) มีองค์กรศาสนาที่เข้มแข็งและมีเอกภาพทำหน้าที่ในการออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล ได้แก่ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (The Central Islamic Council of Thailand: CICOT) รวมทั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (The Islamic Committee of Province) จำนวน 36 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการเพื่อให้กระบวนการผลิตและสินค้าได้มาตรฐานฮาลาล
 
4) ภาครัฐมีนโยบายให้การสนับสนุนต่อเนื่อง ในหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจฮาลาล จึงมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจฮาลาลอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงรัฐบาลปัจจุบันได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาลแห่งชาติ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจฮาลาลทั้งระบบ โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบร่างกรอบยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันอยู่ระหว่างปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์รวมทั้งจัดทำแผนปฏิบัติการ (แผนงาน โครงการ) เพื่อให้คณะกรรมการฯ เห็นชอบ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบและนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป
 
(แนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ฯ คือ ยึดหลักศาสนบัญญัติเป็นแกนหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อให้สินค้าอาหารฮาลาลมีคุณภาพได้มาตรฐาน “ศาสนารับรองและวิทยาศาสตร์รองรับ” โดยให้มุ่งเน้นแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการ ประกอบด้วย หลักการทางศาสนา ระบบการผลิตการตลาด การตรวจสอบ และการสร้างคุณภาพฮาลาลของประเทศไทย)
 
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.thaihalalfoods.com (ฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย)

จุดแข็ง

1) วัตถุดิบและส่วนประกอบอาหารของไทยมีความหลากหลาย รวมทั้งมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าอาหารฮาลาลได้ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม เห็นได้จากประเทศมุสลิมหลายประเทศนำเข้าวัตถุดิบจากไทยเพื่อนำไปแปรรูปทั้งบริโภคเองและส่งออกต่อไปยังประเทศที่สาม ตัวอย่างประเทศที่นำเข้าวัตถุดิบจากไทย ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย โดยมีสินค้าที่นำเข้า เช่น แป้งมันสำปะหลัง น้ำตาลทราย ไก่สด เป็นต้น
 
2) ผู้ประกอบการมีศักยภาพและความพร้อมในการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล ปัจจุบันอาหารที่ผลิตในประเทศไทยได้ผ่านการรับการรับรองมาตรฐานเทียบเท่าสากล (Codex) ดังนั้น การพัฒนากระบวนการผลิตอาหารฮาลาลจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับผู้ประกอบการไทย เพราะโดยปกติแล้วมาตรฐานในการผลิตอาหารฮาลาลไม่แตกต่างจากมาตรฐานอาหารทั่วไป เพียงแต่ต้องเพิ่มเติมรายละเอียดในการทำความเข้าใจกับผู้บริหารรวมถึงเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้แก่บุคลากรผู้ปฎิบัติงาน เพื่อจะได้สามารถดำเนินงานให้สอดคล้องกับหลักการทางศาสนา
 
3) มีองค์กรศาสนาที่เข้มแข็งและมีเอกภาพทำหน้าที่ในการออกใบรับรองผลิตภัณฑ์ฮาลาล ได้แก่ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (The Central Islamic Council of Thailand: CICOT) รวมทั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด (The Islamic Committee of Province) จำนวน 36 แห่ง นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา ทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านวิชาการเพื่อให้กระบวนการผลิตและสินค้าได้มาตรฐานฮาลาล
 
4) ภาครัฐเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุน ในหลายๆ รัฐบาลที่ผ่านมา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของธุรกิจฮาลาล จึงมีมาตรการส่งเสริมธุรกิจฮาลาลอย่างต่อเนื่อง จนมาถึงรัฐบาล ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีบัญชาให้มีนโยบายการส่งเสริมธุรกิจฮาลาลขึ้นเพื่อเป็นกลไกหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพธุรกิจและสินค้าฮาลาลแห่งชาติ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจฮาลาลทั้งระบบ ซึ่งคณะกรรมการชุดดังกล่าวได้จัดทำยุทธศาสตร์การส่งเสริมพัฒนาศักยภาพธุรกิจสินค้าและบริการฮาลาล ระยะ 5 ปี (พ.ศ.2559-2563) โดยแนวคิดและหลักการของยุทธศาสตร์ฯ คือ ยึดหลักศาสนบัญญัติเป็นแกนหลักในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล เพื่อให้สินค้าอาหารฮาลาลมีคุณภาพได้มาตรฐาน “ศาสนารับรองและวิทยาศาสตร์รองรับ” โดยให้มุ่งเน้นแนวทางดำเนินงานเชิงบูรณาการ ประกอบด้วย หลักการทางศาสนา ระบบการผลิตการตลาด การตรวจสอบ และการสร้างคุณภาพฮาลาลของประเทศไทย
 

จุดอ่อน

1) ผู้ประกอบการขาดองค์ความรู้ความเข้าใจในการประกอบธุรกิจอาหารฮาลาล ทั้งในส่วนของการผลิต กระบวนการรับรอง ความรู้ด้านการตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค รวมถึงรูปแบบการทำธุรกิจของคนมุสลิมที่มักอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเสียก่อนจึงจะซื้อสินค้า เป็นต้น ส่งผลทำให้ไม่สามารถใช้ความเป็นสินค้าฮาลาลในการขยายตลาดได้ จึงมีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ขอยกเลิกการใช้เครื่องหมายรับรอง
 
2) บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการตรวจรับรองมารตรฐานอาหารฮาลาล รวมถึงมีความเข้าใจงานด้านวิทยาศาสตร์ยังมีน้อย สินค้าอาหารฮาลาลแตกต่างจากสินค้าอื่นคือต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติทางศาสนา ซึ่งกำหนดให้องค์กรศาสนาอิสลามเป็นผู้ดำเนินการตรวจรับรองอาหารฮาลาล โดยมีงานด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลสนับสนุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ซึ่งองค์กรทางศาสนาที่ทำหน้าที่ในการตรวจรับรองฮาลาลของไทยในปัจจุบันมีความเข้มแข็งในระดับหนึ่ง แต่ยังคงต้องได้รับการพัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์ฮาลาลขององค์กรให้เข้มแข็งขึ้นทั้งในเชิงศักยภาพและปริมาณ
 
3) ต้นทุนในการขอรับรองฮาลาลค่อนข้างสูง และขั้นตอนในการดำเนินงานค่อนข้างล่าช้า ในช่วงที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการจำนวนมากหันมาให้ความสนใจตลาดอาหารฮาลาลและมีความพยายามในการขอรับเครื่องหมายฮาลาล แต่ติดขัดในเรื่องของขั้นตอนกระบวนการขอการรับรองที่ผู้ประกอบการเห็นว่ามีความยุ่งยาก ล่าช้า รวมทั้งค่าธรรมเนียมในการขอรับรองค่อนข้างสูง ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการโดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs
 
4) ข้อมูลอุตสาหกรรมอาหารฮาลาลยังไม่เป็นระบบและเข้าถึงได้ยาก ทั้งที่มีสาเหตุมาจากระบบการจัดเก็บสถิติที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น สถิติการนำเข้าส่งออกที่ไม่สามารถจำแนกสินค้าที่ได้รับการรับรองฮาลาลออกจากสินค้าทั่วไปได้ หน่วยงานเจ้าของข้อมูลขาดการบริหารจัดการข้อมูลรวมถึงไม่เปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ส่งผลทำให้ไม่มีข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลอย่างเป็นรูปธรรมได้
 
5) ขาดการบูรณาการและความต่อเนื่องในการดำเนินงานพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากประเทศไทยมีหลายหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งแต่ละหน่วยงานก็มุ่งเน้นดำเนินงานตามภารกิจของตนเป็นหลัก จึงทำให้เกิดปัญหาการดำเนินงานซ้ำซ้อนรวมทั้งยังขาดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานทำให้ผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่อภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมไม่มากอย่างที่ควรจะเป็น

 

แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.thaihalalfoods.com (ฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย)

อุปสรรคในการขยายตลาดอาหารฮาลาลไทยสู่ตลาดโลก

ที่ผ่านมา มักมีความเข้าใจผิด ๆ ว่าสินค้าอาหารฮาลาลของไทยไม่เป็นที่ยอมรับในตลาดโลก ซึ่งความจริงแล้ว สินค้าอาหารฮาลาลไทยได้รับการยอมรับจากตลาดโลกมุสลิมมาโดยตลอด เห็นได้จากมูลค่าส่งออกอาหารไทยไปยังประเทศมุสลิมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ถูกมองว่าสินค้าอาหารฮาลาลไทยไม่ได้รับการยอมรับจากตลาดโลกมากนัก จำแนกออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
 
1) เรื่องของภาพลักษณ์และความเชื่อมั่น ข้อเท็จจริง คือ ประเทศคู่ค้าจำนวนหนึ่งจึงไม่ทราบว่าประเทศไทยมีการผลิตสินค้าอาหารฮาลาล ในขณะที่ประเทศที่ทราบว่าไทยสามารถผลิตสินค้าอาหารฮาลาลได้แต่ก็ยังมีข้อเคลือบแคลงสงสัย เนื่องจากประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม จึงนำมาซึ่งความไม่เชี่อมั่นในสินค้า ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีองค์กรศาสนาที่เข้มแข็งและมีเอกภาพ คือ คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย (CICOT) รวมทั้งคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดจำนวน 36 แห่ง ทำหน้าที่ในการออกใบรับรองผลิตภัณฑ์อาหารฮาลาล ซึ่งผู้ที่เกี่ยวข้องต้องมีมาตรการในการส่งเสริมการรับรู้เพื่อสร้างภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นให้เกิดกับอาหารฮาลาลไทยต่อไป
 
2) ข้อกีดกันทางการค้า การที่ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมุสลิม จึงเป็นจุดอ่อนทำให้ประเทศคู่แข่งใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวมาเป็นข้อกีดกันทางการค้า เช่น การไม่ยอมรับตราเครื่องหมายฮาลาลของไทย หรือหากจะนำสินค้าไปจำหน่ายในประเทศต้องได้รับการรับรองฮาลาลรวมถึงใช้เครื่องหมายฮาลาลของประเทศปลายทางเท่านั้น เป็นต้น
 
3) ขาดความรู้ความเข้าใจด้านการตลาดสินค้าอาหารฮาลาล ประเด็นหนึ่งที่อาจถูกมองว่าสินค้าอาหารฮาลาลไทยไม่ได้รับการยอมรับจากตลาดโลก อาจเป็นผลมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจด้านการตลาดสินค้าอาหารฮาลาล ซึ่งการเรียนรู้พฤติกรรมในตลาดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การขยายตลาดอาหารฮาลาลประสบผลสำเร็จ ประเด็นเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม อาจเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้ท่านสามารถพลิกเกมธุรกิจมาเป็นต่อคู่แข่งก็เป็นได้ เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคของคนมุสลิมในกลุ่มประเทศพัฒนาในยุโรปหรือสหรัฐฯ รวมถึงประเทศมาเลเซีย (สัดส่วนประชากรในมาเลเซียประมาณ 60%) มักให้ความสำคัญกับเครื่องหมายฮาลาลมาก เนื่องจากในประเทศเหล่านี้แวดล้อมไปด้วยอาหารที่มิใช่ฮาลาล ดังนั้น เครื่องหมายฮาลาลที่ติดบนบรรจุภัณฑ์จึงเป็นสิ่งเดียวที่การันตีว่าสิ่งที่เขาบริโภคไม่ขัดกับหลักศาสนา ซึ่งตรงข้ามกับประเทศมุสลิมในตะวันออกกลาง ที่ผู้บริโภคเชื่อว่าอาหารที่มีจำหน่ายในท้องตลาดในประเทศของตนส่วนใหญ่บริโภคได้โดยไม่ขัดหลักศาสนาและไม่จำเป็นต้องติดเครื่องหมายฮาลาล แต่หากพบว่ามีอาหารบางประเภท เช่น ข้าวสาร น้ำตาลทราย ผักผลไม้สด หรือน้ำดื่ม มีการติดเครื่องหมายฮาลาลไว้บนบรรจุภัณฑ์ อาจสร้างความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นได้ว่าทำไมสินค้าที่เป็นฮาลาลโดยธรรมชาติเหล่านี้จึงมีการติดเครื่องหมายฮาลาล ทั้งนี้เนื่องจากประเทศมุสลิมในตะวันออกกลางมักจะเข้มงวดอาหารฮาลาลเฉพาะอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์รวมทั้งอาหารแปรรูปที่มีส่วนผสมของเนื้อสัตว์เท่านั้น ดังนั้น การติดเครื่องหมายฮาลาลทุกผลิตภัณฑ์อาจทำให้ผู้บริโภคในประเทศแถบตะวันออกกลางเกิดความสับสนหรือไม่ไว้วางใจได้ ตัวอย่างดังกล่าวดูเหมือนเป็นประเด็นเล็กๆ แต่อาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ส่งผลทำให้สินค้าอาหารฮาลาลไทยไม่สามารถทำตลาดสินค้าอาหารฮาลาลได้เท่าที่ควร
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.thaihalalfoods.com (ฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย)

อาหารฮาลาลเป็นตลาดอาหารที่มีศักยภาพ ทั้งในเรื่องขนาดตลาดและการเติบโต ปัจจุบันขนาดตลาดอาหารฮาลาลมีขนาดค่อนข้างใหญ่จากจำนวนผู้บริโภคชาวมุสลิมที่มีมากเกือบ 2,000 ล้านคน หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรโลก โดยล่าสุดในปี 2557 กลุ่มประเทศมุสลิม (Organization of Islamic Cooperation: OIC) ที่มีจำนวนสมาชิก 57 ประเทศ มีการนำเข้าอาหารมูลค่าสูงถึง 164,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโตสูงถึงร้อยละ 16 ต่อปีในช่วง 5 ปีหลัง ซึ่งสูงกว่ามูลค่าตลาดอาหารโดยรวมที่ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปีเท่านั้น

1. สถานการณ์อุตสาหกรรมอาหารฮาลาลไทย

การผลิตและการรับรองฮาลาล
 
สถานการณ์การผลิตรวมทั้งการรับรองอาหารฮาลาลของไทยนั้น จะเห็นได้ว่าผู้ประกอบการมีแนวโน้มให้ความสำคัญกับตลาดฮาลาลมากขึ้น โดยฝ่ายกิจการฮาลาล สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยได้ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับรองมาตรฐานอาหารฮาลาลกว่า 5,000 บริษัท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่มีสถานประกอบการในประเทศที่ขอรับการรับรองฮาลาล 2,188 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าในช่วงปี 2550-2554 ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปี 
 
หากจำแนกสถานประกอบการที่ขอรับการรับรองฮาลาลตามระเบียบสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจะพบว่า สถานประกอบการที่ขอการรับรองส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหารเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 90 (ผู้ผลิตอาหาร 72%, ร้านอาหาร 13%, โรงเชือดและชำแหละเนื้อสัตว์ 3% และผู้นำเข้าอาหาร 2% โดยประมาณในปี 2554) ส่วนที่เหลืออื่นๆ อีกร้อยละ 10 เป็นผู้ประกอบการที่ผลิตและนำเข้าสินค้าอุปโภค เช่น ผู้ผลิตเครื่องสำอาง ยาสีฟัน ยาหรือสมุนไพร เป็นต้น ปัจจุบันคาดว่ามีผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลสูงกว่า 100,000 รายการ เพิ่มขึ้นจาก 64,588 รายการในปี 2554 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 20 ต่อปีโดยประมาณ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ขอรับการรับรองฮาลาลส่วนใหญ่เป็นสินค้าอาหาร
 
การส่งออกอาหารฮาลาล
 
ในปี 2558 การส่งออกอาหารฮาลาลจะมีมูลค่า 174,566 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 11.7 เนื่องจากเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งในตะวันออกกลางและแอฟริกาชะลอตัวตามราคาน้ำมันที่เป็นรายได้หลัก โดยการส่งออกไปยังตะวันออกกลางหดตัวลงร้อยละ 5 และแอฟริกาหดตัวลงร้อยละ 7 ซึ่งทั้งสองภูมิภาคเป็นตลาดส่งออกอาหารฮาลาลที่สำคัญของไทยโดยมีสัดส่วนส่งออกร้อยละ 58 ในปี 2558 ขณะที่ตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย (สัดส่วนส่งออก 21%) ขยายตัวเพิ่มขึ้น ส่วนการส่งออกไปมาเลเซีย (17%) หดตัวลง สำหรับสินค้าส่งออกหลักยังคงเป็นกลุ่มอาหารฮาลาลโดยธรรมชาติ เช่น ข้าว น้ำตาลทราย แป้งมันสำปะหลัง นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มอาหารทะเลแปรรูป ผักผลไม้กระป๋อง รวมถึงไก่สดและแปรรูป เป็นต้น
ที่มา: ฝ่ายวิจัยและข้อมูล สถาบันอาหาร
 
ข้อมูลตลาดการค้าอาหารฮาลาลโลกล่าสุดในปี 2557 พบว่าไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าอาหารไปยังประเทศมุสลิมอันดับที่ 10 ของโลก มูลค่าส่งออกในรูปเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีสัดส่วนร้อยละ 3.7 ของมูลค่าการค้าอาหารในกลุ่มประเทศมุสลิมโดยรวม และมีอัตราขยายตัวร้อยละ 8 ต่อปีในช่วง 5 ปีหลัง สำหรับประเทศผู้นำในการส่งออกสินค้าอาหารไปยังตลาดมุสลิม อันดับที่ 1 ได้แก่ อินเดีย มีส่วนแบ่งตลาดโลกร้อยละ 9.4 รองลงมา ได้แก่ บราซิล (8.3%), สหรัฐฯ (6.7%), รัสเซีย (5.5%) และจีน (4.8%) ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ประเทศมุสลิม
ที่มา: Global Trade Atlas
 
แหล่งที่มาข้อมูล : http://www.thaihalalfoods.com (ฐานข้อมูลเพื่อสนับสนุนการพัฒนาฮาลาลไทย)